การเขียนบทหนังสั้น
การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ
ๆ ตัว นวนิยาย เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราว
หรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ
1.Research ต้องยอมรับว่า คนทำหนังสั้น ส่วนใหญ่จะละเลยในขั้นตอนนี้
ซึ่งที่ จริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญ หนังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์
เราเกี่ยวข้อง กับอะไรบ้าง? นั่นแหละคือสิ่งที่ตัวละครเกี่ยวข้อง
การ research เป็นการหารายละเอียดของตัวละครมาหาใส่
ที่จริงการ research ไม่มี format จุดประสงค์คือเก็บเกี่ยวข้อมูลของตัวละครให้
ได้มากที่สุด สร้างเป็นประวัติของตัวละคร
1.ชื่อ
2.อายุ
3.ภูมิลาเนาวิถีชีวิตของคน
4.ระดับการศึกษาจะมีผลต่อวุฒิภาวะของตัวละคร
5.อาชีพเป็นปัจจัยที่สร้างตัวตนของตัวละครที่ชัดเจน
6.ฐานะการเงินเป็นพื้นฐานชีวิตของตัวละคร
7.กลุ่มทางสังคม
8.ตัวละครพิเศษ
9.ความต้องการในชีวิต
2.Theme แก่น ใจความสำคัญ แนวคิดหลัก สาร ประเด็น ฯ
หนังสั้นที่ได้ผลดี ควรจะมี theme เพียงหนึ่งเดียว
คือมีประเด็นหลัก ที่ต้องการจะสื่อสารเพียงหนึ่งสิ่ง การเขียน theme ไม่ได้ต้องใช้คำสวยหรู ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ ยาก ไม่ต้องเป็นปรัชญา
ไม่จาเป็นต้องเป็นแนวคิดสากล เป็นแนวคิดส่วนตัว ก็ได้
เพียงแต่เราต้องมีความเชื่อในแนวคิดนั้นๆ และมีมุมมองที่จะนาเสนอ
Theme รูปแบบ หรือ format ของ theme มักจะเป็น
ประโยคสั้นๆที่มีความชัดเจน theme เป็นประเด็นหรือแนวคิดสำคัญ
ที่คนเขียนบทต้องการจะบอก โดยหาสถานการณ์ต่างๆมารองthemeนั้นๆ
บางคนก็เอามาจากสำนวน สุภาษิต คำพังเพย เช่น กล้านักมักบิ่น ฆ่าควาย
อย่าเสียดายพริก ปล่อยเสือเข้าป่า จากคาคม เช่น “Praise the bridge that
carried you over.” – George Colman “Well done is better than well said.” - Ben
Franklin -
3.Plot การเขียนพล็อตเปรียบเสมือนการทาแผนที่ แผนผัง การทำพล็อตหนังสั้น
มี 3 จุด (Acts) คือ
1.จุดเริ่มต้น อย่างน้อยควรรู้ว่าตัวละครคือใคร
2.จุดหักเห คือสถานการณ์ที่ตัวละครนั้นเจอ ในหนังสั้นมักจะเป็น
สถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อนนัก เป็นปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของตัวละคร
3.จุดจบ คือสถานการณ์ที่เป็นจุดเข้มข้นสุดของเรื่อง ก่อนที่จะคลี่คลาย
หรือจบลง
4.Synopsis
Synopsis ว่า เรื่องย่อ
รูปแบบการเขียน synopsis ของหนังสั้น มักจะเป็นความเรียง
เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่างย่อ มีความยาวประมาณ 5-6 บรรทัด
เล่าตัวละครและเหตุการณ์เพื่อสรุปว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ฯ
ด้วยมุม Objective ของคนเขียนบทเอง คล้ายๆกับการเขียน
เรื่องย่อบนปกหลังกล่อง VCD แต่อย่างที่บอก ไม่ต้องกั๊กตอนจบ
ในขั้นนี้ แนะนาให้เขียนเรื่องให้ได้ 3 ย่อหน้า
(เหมือนเขียนเรียงความ มีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป) โดยยึดจากหลักการเขียนplot
อาจจะเป็น ย่อหน้าของจุดเริ่มต้น 2 บรรทัด
ย่อหน้าของจุดหักเห 3 บรรทัดและ ย่อหน้าของจุดจบ 1 บรรทัด
5.Treatment ในการเขียนบท หมายถึงโครงเรื่องขยาย คือมีการเขียนคำอธิบาย
ขยายเนื้อเรื่องชัดเจนมากขึ้น เหมือนรูปแบบของนวนิยายหรือเรื่องสั้น มีการ
บรรยายรายละเอียดต่างๆที่จาเป็นต่อการเล่าเรื่อง เช่น ชื่อตัวละคร ลักษณะ ตัวละคร
สถานการณ์ต่างๆ สถานที่ วัน เวลา เหตุผลของตัวละคร ฯ แต่ยังไม่มี บทสนทนา
(นอกจากว่า จะเป็นประโยคสำคัญ) treatment หนังสั้น
มักมีความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 เป็นบทที่นิยมมอบให้คนอื่นอ่าน
เพราะจะมีรายละเอียดที่มากพอจะ เล่าเรื่องได้สมบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุนี้
จึงมักตั้งชื่อตัวละครไปด้วย อย่างที่เคย กล่าวมาว่า ชื่อตัวละครของหนังสั้นที่ดี
ควรจะสื่อถึง character ด้วย
6.Scenario
Scenario เป็นขั้นตอนต่อมาจาก treatment
มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งฉากของ treatment ให้เห็นเป็น
scene ชัดเจน และนิยมเขียนเป็นข้อๆว่า ใน scene เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อ คำนวณความยาวของแต่ละฉาก
และคะเนได้ว่าทั้งเรื่องจะยาวเท่าไหร่ สานวนการเขียนจะรวบรัด
และใช้ภาษาอธิบายเหตุการณ์ การแสดง มากกว่าอธิบายความคิด หรืออารมณ์ตัวละคร
ในขั้นการเขียน scenario จะมีการเขียนหัวฉาก
ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1.Scene Number เขียนว่า ฉาก1 หรือ Scene1 หรือ
run เป็นตัวอักษร ตามแต่ถนัด
2. ระบุว่าเป็นฉากภายนอกหรือภายใน ฉากภายนอก หมายถึง ฉากที่อยู่กลางแจ้ง
ภายนอกจากอาคารหรือสิ่ง ปกคลุม นิยมเขียนว่า ภายนอกหรือ Exterior หรือ Ext. ฉากภายใน หมายถึง ฉากที่มีฝาผนังอย่างน้อย
1 ด้าน ภายใน อาคาร อุโมงค์ใต้ดิน ในรถ ในบ้าน นิยมเขียนว่า
ภายในหรือ Interior หรือ Int.
3. ชื่อฉาก หมายถึง ชื่อสถานที่นั้นๆ เช่น ห้องฉุกเฉิน สถานีตำรวจ ออฟฟิศฯ
(ให้เขียนชื่อสถานที่ตามเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ชื่อ Location จริง)
4. เวลา ให้เขียนเวลาตามเนื้อเรื่อง นิยมเขียน กลางวัน, กลางคืน หรือ Day, Night แต่ถ้าจะระบุช่วงเวลาละเอียดกว่านั้นก็ได้
เช่น เช้าตรู่, เที่ยง, โพล้เพล้
7.Paradigm เป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยสรุปจังหวะของการเขียนบท
ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ถอยออกมา แล้วมองเรื่องทั้งเรื่อง เป็นจังหวะหรือ step
ของการดาเนินเรื่อง ขั้นตอนนี้ จะเน้นไปที่การวิเคราะห์และตีความ
คุณสมบัติหรือหน้าที่ ของแต่ละฉาก ว่าอะไรขาด อะไรเกิน การเล่าเรื่อง เล่าอารมณ์
มันเป็นยังไง เราต้องสรุปได้ว่า ฉากนั้นๆ มีประโยชน์อย่างไร
จะได้แก้ไขก่อนจะเข้าสู่ Screenplay
8.Screenplay คือบทภาพยนตร์ที่
เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมี ขั้นตอน ประกอบด้วย ตัวละครหลัก บทพูด
ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น
บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ ฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ
ไม่มีตัวเลขกากับช็อต และโดยหลักทั่วไป บทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
9.Shooting
script เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน
บทถ่ายทาจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ
(fade) การจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ
(wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น
ๆ นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับไว้
โดยเรียงตามลาดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
10.Storyboard คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ
คล้ายหนังสือ การ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์ มีคาอธิบายภาพ
ระบุเสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น
ใช้เป็นแนวทางสาหรับการถ่ายทา หรือใช้เป็นวิธีการ คาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing)
ก่อนการถ่ายทาว่า เมื่อถ่าย ทำสำเร็จแล้ว
หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
อ้างอิง การเขียนบทหนังสั้น(ออนไลน์).ที่มา : http://www.slideshare.net/wichaikramutkan/ss-28827667. วันที่28/11/2558
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น