เป็นฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง
เพื่อให้ทำงานนอกเหนือจากฟังก์ชั่นที่มีอยู่ใน PHP หรือเราต้องการให้โปรแกรมทำงานตรงกับความต้องการของเรา
รูปแบบการเขียนฟังก์ชั่นเป็นดังนี้
|
|
<?php
function ชื่อฟังก์ชั่น (ค่าที่ส่งให้) {
การทำงานของฟังก์ชั่น
}
?>
|
ลองดูตัวอย่างการสร้างฟังก์ชั่นชื่อ cmdevhub() กันครับ
|
|
<?php
function cmdevhub()
{
echo
"welcome to cmdevhub";
}
// เราสามารถเรียกฟังก์ชั่นได้โดยเรียกจากชื่อฟังก์ชั่น
cmdevhub();
// พิมพ์ welcome to cmdevhub
?>
|
เห็นไหมครับ ไม่ยากเลย
ส่วนข้อกำหนดในการสร้างฟังก์ชั่นนั้นก็เหมือนกันการสร้างตัวแปรเลยครับ
ถ้าหากจำไม่ได้ก็ย้อนกลับไปดูได้เลย
หลังจากเราสร้างฟังก์ชั่นได้แล้ว
ฟังก์ชั่นของเราจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากไม่สามารถรับค่าเพื่อใช้คำนวนตามที่เราต้องการได้
การส่งค่าให้ฟังก์ชั่นทำการคำนวนนั้นมี 2 รูปแบบคือ ส่งค่าไปตรงๆ เลย และ ส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งของตัวแปรส่วนวิธีการรับค่าของฟังก์ชั่นทำได้โดยใส่ตัวแปรเข้าไปใน
( ) มาดูตัวอย่างกัน
2.1 การส่งค่าโดยตรง
|
|
<?php
function cArea($r)
{ // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่วงกลม
echo
$r * 22 / 7;
}
function sArea($h,
$w) { // ฟังก์ชั่นหาพื้นที่สี่เหลี่ยม
echo
$h * $w;
}
cArea(15);
// ผลลัพท์ 47.1428571429
echo "<br
/>";
sArea(3,
15); // ผลลัพธ์ 45
?>
|
เราสามารถส่งค่าไปให้ฟังก์ชั่นโดยใช้ค่าที่อยู่ในตัวแปรส่งไปได้ด้วย
|
|
<?php
function sArea($h,
$w) {
echo
$h * $w;
}
$width =
12;
$height =
3;
sArea($width,
$height);
?>
|
ถ้าหากส่งค่าให้ฟังก์ชั่นมากเกินกว่าที่ฟังก์ชั่นรับไว้
ค่าที่เกินมา จะไม่ถูกนำไปใช้งาน แต่ถ้าหากส่งค่าไปไม่ครบจะเกิดข้อผิดพลาด Warning: Missing argument ตรงนี้ก็ระวังกันด้วยนะครับ
2.2 การส่งค่าอ้างอิงตำแหน่งตัวแปร
โดยปกติการส่งค่าให้ฟังก์ชั่นจะทำการส่งค่าของตัวแปรนั้นๆ
เข้าไปยังฟังก์ชั่นเลย ถ้าหากต้องการผลลัพธ์ของการคำนวนก็ทำการคืนค่า (return) กลับมา แต่เราสามารถเขียนให้ง่ายกว่านั้นได้อีก
โดยการส่งตำแหน่ง (address) ของตัวแปรนั้นเข้าไปยังฟังก์ชั่นแทน
ก็สามารถทำการคำนวนและเปลี่ยนค่าของตัวแปรที่เราต้องการได้โดยไม่ต้องทำการคืนค่ากลับออกมา
ตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยและใช้ตลอดก็คือการคำนวนภาษี (ยังหาโปรแกรมอื่นๆ
ที่ใช้ฟังก์ชั่นแบบนี้ไม่ได้เลย) ลองดูตัวอย่างกันครับ
|
|
<?php
function cal_tax(&$cost,
$tax) {
$cost
+= $cost * $tax;
}
$cost =
200;
$tax =
0.07;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์
200
echo "<br
/>";
cal_tax($cost,
$tax);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost; // ผลลัพธ์
214
?>
|
จะเ้ห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวแปร $cost โดยไม่ต้องทำการคืนค่าในฟังก์ชั่นเลย จริงๆ แล้ว
ตัวอย่างด้านบนสามารถเขียนได้อีกแบบดังนี้
|
|
<?php
function cal_tax($cost,
$tax) {
$cost
+= $cost * $tax;
return
$cost;
}
$cost =
200;
$tax =
0.07;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
echo "<br
/>";
$cost =
cal_tax($cost, $tax);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
|
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนกันทุกอย่าง
แต่การเรียกใช้งานจะไม่เหมือนกัน จุดนี้ก็แล้วแต่ล่ะครับ ว่าจะเลือกใช้วิธีไหน
ถ้าหากทำงานเ็ป็นทีม การใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่ากลับมาจะเข้าใจได้ง่ายกว่า
แต่ถ้าหากทำงานไม่กี่คน หรือแค่คนเดียว การอ้างอิงหน่วยความจำจะทำให้โค๊ดสั่นกว่า
และเข้าใจยากกว่า (ถ้าหากเราลืม อิอิ) เอาเป็นว่า รู้ไว้เฉยๆ ก็ได้ครับ
เพราะบางทีเราอาจจะไม่ได้เขียนฟังก์ชั่นแบบนี้เลยก็ได้ (แต่ลองใช้แล้วจะติดใจ)
2.3 การกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นที่ทำการรับค่านั้น
เราจำเป็นที่จะต้องส่งค่าให้กับฟังก์ชั่นนั้นๆ จนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้
ถ้าหากส่งค่าไม่ครบจะเกิดข้อผิด Warning:
Missing argument ขึ้น หรือ ถ้าเราต้องการสร้างฟังก์ชั่นที่เรารู้ค่าที่ใช้คำนวณอยู่แล้ว
เช่นฟังก์ชั่นที่คิดภาษีที่เรารู้อยู่แล้วว่าต้องคิดที่ 7% แต่ต้องการให้สามารถเปลี่ยนค่าได้โดยที่ไม่ต้องแก้ไขฟังก์ชั่นใหม่
ก็สามารถทำการกำหนดค่าเริ่มต้นขึ้นมาได้เลย ลองดูตัวอย่างกัน
|
|
<?php
function cal_tax(&$cost,
$tax = 0.07) {
$cost
+= $cost * $tax;
}
$cost =
$cost1 = 200;
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
echo "<br
/>";
cal_tax($cost);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวณภาษี " . $cost;
echo "<hr
/>";
echo "คิดภาษีที่ 10%";
echo "<br
/>";
echo "จำนวนเงินก่อนคำนวณภาษี " . $cost1;
echo "<br
/>";
cal_tax($cost1,
0.1);
echo "จำนวนเงินหลังคำนวณภาษี " . $cost1;
echo "<br
/>";
?>
|
จากตัวอย่าง
ทำการผสมผสานกันระหว่างการเรียกฟังก์ชั่นโดยใช้อ้างอิงตำแหน่งตัวแปร
กับการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ฟังก์ชั่น จะเห็นได้ว่า
เราเรียกฟังก์ชั่นครั้งแรกโดยไม่ส่งค่าไปแค่ตัวเดียวคือตำแหน่งของตัวแปร $cost เราได้ทำการกำหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปร $tax
แล้วทำให้ตัวแปร $tax มีค่า 0.07 ตามที่เรากำหนดไว้ แต่พอเรียกครั้งที่สองเราได้ส่งค่า 0.1 ให้กับตัวแปร $tax ด้วย ทำให้ค่าของตัวแปร $tax
ถูกเปลี่ยนจาก 0.07 เป็น 0.1 แทน
2.4 การคืนค่าของฟังก์ชั่น
ในการสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาใช้งานนั้น
ถ้าหากไม่มีการส่งค่ากลับคืนมาเมื่อทำงานเสร็จ
ฟังก์ชั้นนั้นก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
เนื่องจากไม่สามารถนำค่าที่ฟังก์ชั่นคำนวนได้กลับมาใช้งาน การคืนค่าของฟังก์ชั่น
สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง return โดยสามารถคืนค่าจากผลลัพธ์การคำนวณได้หนึ่งค่า
หรือถ้าต้องการคืนหลายๆ ค่าพร้อมกัน สามารถใช้ตัวแปรแบบ array หรือ list ก็ได้ ลองดูตัวอย่างกันครับ
การคืนค่าหนึ่งค่า
|
<?php
function cal_tax($cost,
$tax = 0.07) {
$cost
+= $cost * $tax;
return
$cost;
}
$cost =
200;
echo "ค่าก่อนคำนวนภาษี " . $cost;
$cost =
cal_tax($cost);
echo "<br
/>";
echo "ค่าหลังคำนวนภาษี " . $cost;
?>
|
การเรียกใช้งานฟังก์ชั่นที่มีการคืนค่านั้น
จำเป็นต้องมีตัวแปร หรือคำสั่งใดๆ รองรับการคืนค่านั้นๆ ไม่เช่นนั้นแล้ว
ค่าที่คืนกลับมา ก็ไม่สามารถนำไปใช้งานใดๆ ได้เลย
การคืนค่าหลายค่า
การคืนค่าหลายๆ นั้น
ต้องทำให้ตัวแปรนั้นเป็น array ก่อน
โดยจะสร้างให้ตัวแปรนั้นเป็น array หรือใช้คำสั่ง list()
ในการรับค่าก็ได้ ตัวอย่างการใช้ฟังก์ชั่น list()
|
<?php
$color =
array('red', 'green',' blue');
list($red,
$green, $blue) = $color;
// ตัวแปร $red เก็บค่า red, $green เก็บค่า green, $blue เก็บค่า blue
?>
|
ตัวอย่างการใช้งานฟังก์ชั่นที่คืนค่าแบบ
array
|
|
<?php
function user()
{
$name[]
= "POP EYE";
$name[]
= "shikimasan[a]gmail[dot]com";
$name[]
= "www.cmdevhub.com";
return
$name;
}
// รับค่าโดยใช้ฟังก์ชั่น list ต้องทำการสร้างตัวแปรรับค่าให้ตรงกับค่าที่คืนกลับมา
list($name,
$email, $web) = user();
// รับค่าโดยใช้ตัวแปร ทำให้ตัวแปรนั้นถูกเปลี่ยนเป็นแบบ array โดยอัตโนมัติ
$name =
user();
// การอ้างอิงค่าต้องทำการอ้างอิงจาก index ของ array
โดยตรง
echo $name[0];
echo $name[1];
?>
|
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเราสามารถรับค่าจากฟังก์ชั่นที่คืนค่าเป็น
array ได้ทั้ง 2 แบบ
แต่ในการใช้งานจริงๆ จะใช้ฟังก์ชั่น list() รับค่ามากกว่า
เพราะต้องกำหนดตัวแปรให้กับค่าที่คืนมาแต่ละค่า
ซึ่งจะสื่อความหมายมากกว่ารับค่าโดยใช้ตัวแปรและอ้างอิงโดยใช้หมายเลข index
อ้างอิง
2.5 ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั้น
(Nesting Function)
ในภาษา PHP เราสามารถสร้างฟังก์ชั่นขึ้นมาภายในฟังก์ชั่นอีกทีได้
แบบตัวอย่าง
|
<?php
function cal_tax
($price, $tax) {
function
cal_vat ($total) {
return
$total * 0.07;
}
$price
+= $price * $tax;
echo
"จำนวนเงินทั้งหมดหลังรวมภาษี " . $price .
" หลังรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม " . ($price +
cal_vat($price));
}
cal_tax(1500,
0.1); // ผลลัพธ์ 1650 , 1765.5
echo "<br
/>";
echo cal_vat(100);
// ผลลัพธ์ 7
?>
|
Nesting Function ของภาษา
PHP ไม่มีการกำหนดระดับของการเข้าถึง (scope) ทำให้ไม่ว่าจะเขียนฟังก์ชั่นไว้ที่ไหน ก็สามารถเรียกใช้ได้ การเขียนแบบนี้
ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตจริงเท่าไหร่
แต่ก็ให้รู้ไว้ว่าเราสามารถสร้างฟังก์ชั่นแบบนี้ได้ เผื่อเอาไปสอบ CERT นะครับ
2.6 ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง
(Recursive Function)
ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง
ใช้สำหรับทำงานซ้ำๆ กันโดยที่เราไม่รู้จำนวนรอบในการทำงาน
โดยจะมีจุดสิ้นสุดการทำงานอยู่ในฟังก์ชั่นเองอยู่แล้ว
เพื่อให้ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน การเขียนฟังก์ชั่นแบบเรียกตัวเอง
จะลดระยะเวลาในการเขียนโปรแกรมไปได้อย่างมาก
แต่ปัญหาคือการออกแบบและเขียนได้ยากมาก
ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นคนเขียนฟังก์ชั่นแบบนี้กันเท่าไหร่
เรามาดูตัวอย่างฟังก์ชั่นเรียกตัวเองที่เขียนกันบ่อยๆ 2 ตัวอย่างกัน
|
<?php
function fibo($num)
{
if
($num == 1 || $num == 2) {
return
1;
}
else
{
return
fibo($num - 1) + fibo($num - 2);
}
}
echo fibo(20);
?>
|
ตัวอย่างแรกเป็นตัวเลข Fibonacci การใช้งานคือ เรียกฟังก์ชั่น fibo()
แล้วใส่ตัวเลขตำแหน่งหลักที่ต้องการเข้าไปเช่น fibo(20) หมายถึงตัวเลข fibonacci ในตำแหน่งที่ 20
|
<?php
function fac($num)
{
if
($num == 0 || $num == 1) {
return
1;
}
else
{
return
fac($num - 1) * $num;
}
}
echo fac(5);
?>
|
ตัวอย่างที่สองเป็นตัวเลข Factorial หรือ n! การทำงานก็คล้ายๆ กับ fibonacci แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นค่าของ n! เลย
จะเห็นว่า
ถ้าหากเราเขียนโปรแกรมแบบปกติ จะต้องมีการใช้คำสั่งวนรอบมาเกี่ยวข้อง
แต่ถ้าใช้ฟังก์ชั่นเรียกตัวเองเราไม่ต้องใช้คำสั่งวนรอบเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของฟังก์ชั่นเลย
แต่จะต้องมีเงื่อนไขในการจบฟังก์ชั่นที่แน่นอนด้วย
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น